ใคร คือ ผู้มีบุตรยาก

  • ปล่อยธรรมชาติมามากกว่า 1 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปี ขึ้นไป
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • ท่อนำไข่ตีบตัน
  • ครอบครัวมีประวัติมีลูกยากหรือเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร

การรักษาภาวะมีบุตรยาก
โดยวิธีการฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI)

ขั้นตอนการฉีดเชื้อ

ขั้นตอนที่ 1 : การกระตุ้นไข่

ยารับประทาน : เริ่มให้ยารับประทานหลังจากที่ตรวจอัลตราซาวน์และตรวจเลือดในวันที่ 3 ของประจำเดือน โดยทั่วไปมียาอยู่ 2 ชนิดคือ Clomid and letrozole (Femara) รับประทานตั้งแต่วันที่ 3 จนถึงวันที่ 7 ของประจำเดือน (ทั้งหมด 5 วัน) หลังจากนั้น ทำอัลตราซาวน์ทางช่องคลอดในวันที่ 10 หรือ 11 ของการรับประทานยา (เริ่มนับจากวันเริ่มทานยา) เพื่อดูการโตของถุงไข่ในรังไข่

ยาฉีดกระตุ้นไข่ : ถ้าการรับประทานยาไม่ได้ผล อาจจะต้องใช้ยาฉีดซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ชื่อว่า follicle-stimulating hormone (FSH) ซึ่งการฉีดยาอาจจะร่วมกับยารับประทานโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 หรือ 6 ของการทานยา (เริ่มนับจากวันที่เริ่มทานยา) หรือ อาจจะ เริ่มฉีดยาตั้งแต่วันที่ 3 ของประจำเดือนเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของคนไข้แต่ละคน

เมื่อพบว่าถุงไข่วัดได้ 16-18 มิลลิเมตร ขึ้นไป คนไข้จะได้รับการฉีดยาให้ไข่ตกชื่อว่า human chorionic gonadotropin (hCG) ซึ่งไข่จะตกหลังจากที่ฉีดยาใน 36 ชั่วโมงถัดไป แต่การฉีดเชื้อจะฉีดในเวลา 42 ชั่วโมงหลังการฉีดยาให้ไข่ตกเพื่อให้เวลาไข่เดินทาง มาที่ท่อนำไข่แล้วพบกับเชื้ออสุจิพอดี

ขั้นตอนที่ 2 : การเก็บอสุจิเพื่อการฉีดเชื้อ

• น้ำเชื้ออสุจิจะถูกเก็บเองโดยฝ่ายชายนำเชื้อออกมาแล้วใส่ลงในกระปุกปลอดเชื้อที่คลินิกเตรียมไว้ให้ โดยเก็บในสถานที่ห้องส่วนตัวที่อยู่ในคลินิก ถ้าเก็บเองไม่ได้อาจจะต้องให้ภรรยาช่วยเก็บในห้องส่วนตัวร่วมด้วย หรือบางคนเก็บในห้องไม่ได้อาจจะต้องเก็บจากที่บ้านหรือโรงแรมแล้วนำเอาอสุจิมาภายในครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงโดยไม่ต้องแช่แข็งหรือประคบอุ่นใดๆ

• คลินิกจะต้องเตรียมเชื้ออสุจิหลังเก็บมาได้ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาเชื้ออสุจิละลาย และเตรียมคัดเชื้ออสุจิ

ขั้นตอนที่ 3 : ขั้นตอนการฉีดเชื้อ

• เมื่อฝ่ายหญิงมาถึงที่คลินิค พนักงานจะพาไปเปลี่ยชุดและพาเข้าห้องฉีดเชื้อ จากนั้นนอนบนเตียงตรวจ คลุมผ้า ขึ้นขาหยั่ง คุณหมอจะสอดเครื่องมือตรวจภายในเข้าไปในช่องคลอด เช่นเดียวกับเวลาที่ตรวจมะเร็งปากมดลูก

• หลังจากนั้นคุณหมอจะดูดเชื้ออสุจิเข้าสู่สายฉีดเชื้อ แล้วสอดสายฉีดเชื้อผ่านช่องคลอด ปากมดลูกเข้าสู่โพรงมดลูกแล้วคุณหมอจะฉีดเชื้อที่คัดแล้วเข้าไปจนหมด แล้วถอนสายฉีดพร้อมกับเครื่องมือตรวจภายในออก จากนั้นคนไข้ก็สามารถเอาขาออกจากขาหยั่งและนอนราบได้

• หลังจากฉีดเชื้อจะให้พักผ่อนบนเตียงประมาณ 15-20 นาที หลังจากนั้นเปลี่ยนชุดกลับบ้านแล้วใช้ชีวิตได้ตามปกติทั่วไป

ข้อแนะนำหลังการฉีดเชื้อ

หลังจากการฉีดเชื้อมีข้อแนะนำบางอย่างที่อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ คนไข้สามารถกลับไปทำงานหรอออกกำลังกายได้ตามปกติ สามารถมีเพศสัมพันธุ์ได้ ซึ่งกรณีที่เชื้ออสุจิน้อย แนะนำให้มีเพศสัมพันธุ์หลังการฉีดเชื้อ1วันเพื่อจำนวนเชื้อแเละโอกาสการตั้งครรภ์

ขั้นตอนที่ 4 : การตรวจการตั้งครรภ์และความสำเร็จ

การตรวจเลือดเพื่อดูว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ในวันที่ 14 หลังการฉีดเชื้อ ในความเป็นจริง การตรวจเลือดมีความแม่นยำกว่าการตรวจปัสสาวะเองที่บ้าน การตรวจปัสสาวะมีโอกาสที่ได้ผลลบลวงได้ง่าย ถ้าตรวจเลือดแล้วพบว่าตั้งครรภ์ก็สามารถที่ตรวจอีกครั้งใน 1 สัปดาห์ถัดไป การเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนตั้งครรภ์ hCG จะประมาณ 2 เท่าทุกๆ 2 วัน

โอกาสการตั้งครรภ์หลังการฉีดเชื้อตามอายุของฝ่ายหญิง
ต่ำกว่า 35 ปี : 10-20 เปอร์เซ็นต์
ระหว่าง 35-40 ปี : 10 เปอร์เซ็นต์
มากกว่า 40 ปี : 2-5 เปอร์เซ็นต์

โอกาสการตั้งครรภ์จะเพิ่มตามจำนวนครั้งของการฉีดเชื้อ อย่างไรก็ตามการฉีดเชื้ออาจจะต้องทำ 3-6 ครั้งก่อนที่จะสำเร็จ ถ้าฉีดเชื้อ 3-6 ครั้งแล้วไม่สำเร็จ อาจจะต้องปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจหรือรักษาด้านอื่นเพิ่มเติมต่อไป

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF)

ขั้นตอนที่ 1 : การกระตุ้นไข่

  • ยากระตุ้นไข่เพื่อให้รังไข่ผลิตไข่ให้มากขึ้น ปกติแล้วในรอบธรรมชาติรังไข่จะผลิตไข่ 1 ใบต่อรอบเดือน แต่เมื่อได้ยากระตุ้นไข่รัง ไข่จะผลิตไข่ได้หลายใบในหนึ่งรองเดือน ระหว่างการกระตุ้นไข่ฝ่ายหญิงจะได้รับการตรวจอัลตราซาวน์ และตรวจเลือดฮอร์โมน 3-4 ครั้งใน 8-14 วันของการกระตุ้นไข่ (โดยเฉลี่ย 10-11 วัน)
 
  • การกระตุ้นไข่ใช้เพื่อให้ได้ไข่สุกหลายใบโดยเฉลี่ยประมาณ 10-20 ใบที่เก็บออกมาได้ อย่างไรก็ตามไม่ใช่ไข่ที่เก็บมาได้ทั้งหมด สามารถใช้ได้ แต่จะมีประมาณ 2 ใน 3 ที่สุกพอดีที่จะนำมาใช้ เมื่ออัลตราซาวน์พบจำนวนถุงไข่ร่วมกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เหมาะสม คนไข้จะได้รับการฉีดยาให้ไข่ตก หลังจากนั้นจะทำการเก็บไข่ประมาณ 36 ชั่วโมงหลังฉีดยาให้ไข่ตก

ขั้นตอนที่ 2 : การเก็บไข่

  • การเก็บไข่หรือการนำไข่ออกจากร่างกายของฝ่ายหญิง เป็นการทำผ่าตัดเล็กและไม่ต้องนอนโรงพยาบาล คนไข้จะได้รับยาแก้ปวดและยานอนหลับระหว่างการเก็บไข่ โดยใช้อัลตราซาวน์และใช้เข็มเก็บไข่แทงผ่านช่องคลอดเข้าสู่รังไข่ซึ่งมีถุงไข่ที่มีไข่กับน้ำหล่อเลี้ยงไข่อยู่ข้างใน เข็มเก็บไข่ที่ต่อกับเครื่องดูดจะดูดไข่พร้อมน้ำหล่อเลี้ยงไข่ออกมาทีละใบจนครบทุกใบ คนไข้อาจจะมีอาการปวดท้องหลังจากการเก็บไข่ แต่จะดีขึ้นภายใน 1 วันหลังจากนั้น

ขั้นตอนที่ 3 : การเก็บเชื้ออสุจิ

  • น้ำเชื้ออสุจิจะถูกเก็บเองโดยฝ่ายชายนำเชื้อออกมาแล้วใส่ลงในกระปุกปลอดเชื้อที่คลินิกเตรียมไว้ให้ โดยเก็บในสถานที่ห้องส่วนตัวที่อยู่ในคลินิก ถ้าเก็บเองไม่ได้อาจจะต้องให้ภรรยาช่วยเก็บในห้องส่วนตัวร่วมด้วย หรือบางคนเก็บในห้องไม่ได้อาจจะต้องเก็บจากที่บ้านหรือโรงแรมแล้วนำเอาอสุจิมาภายในครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงโดยไม่ต้องแช่แข็งหรือประคบอุ่นใดๆ

 

  • คลินิกจะต้องเตรียมเชื้ออสุจิหลังเก็บมาได้ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงก่อนการผสมกับไข่ เพื่อให้เวลาเชื้ออสุจิละลายและเตรียม คัดเชื้ออสุจิ ในกรณีที่ไม่มีเชื้ออสุจิหรือมีจำนวนและคุณภาพที่ไม่ดี ฝ่ายชายอาจจะต้องได้รับการทำผ่าตัดเอาเชื้ออสุจิออกมา

ประเภทของการผ่าตัดหาเชื้ออสุจิ

การผ่าตัดหาเชื้ออสุจิต้องใช้วิธีไหน ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการไม่มีเชื้ออสุจิ บางวิธีอาจจะดีกว่าอีกวิธีขึ้นอยู่กับกรณีของการไม่มีเชื้ออสุจิ เชื้ออสุจิที่ได้มาจากการผ่าตัดส่วนใหญ่จะไม่ใช่เชื้ออสุจิที่โตเต็มวัยและต้องการผสมกับไข่โดยวิธีอิ๊กซี่

การผ่าตัดโดยวิธีพีซ่า Percutaneous Sperm Aspiration (PESA) : มักจะเป็นวิธีการแรกที่จะใช้ในการผ่าตัดหาเชื้ออสุจิ วิธีการนี้จะใช้เวลาสั้นและไม่เจ็บปวด โดยไม่มีแผลผ่าตัด โดยจะใช้เข็มแทงผ่านถุงอัณฑะเข้าไปที่ท่อพักน้ำเชื้อ น้ำเชื้อจะถูกดูดออก มานำไปวิเคราะห์ดูจำนวนและการเคลื่อนไหวของอสุจิ โดยทั่วไปวิธีนี้ใช้เวลา 10-20 นาทีและใช้เพียงแค่ยาชาเฉพาะที่หรือยานอนหลับ

การผ่าตัดโดยวิธีมีซ่า Micro-epididymal Sperm Aspiration (MESA) : เป็นวิธีที่ต้องใช้ยาสลบ คนไข้จะได้รับการผ่าตัดถุงอัณฑะเป็นแผลเล็กๆเข้าไปที่ท่อเก็บน้ำเชื้อ แล้วนำน้ำเชื้อไปตรวจดูจำนวนและการเคลื่อนไหวของเชื้ออสุจิใต้กล้องจุลทรรศน์ต่อไป

การผ่าตัดหาเชื้ออสุจิโดยวิธีเทซ่า Testicular Sperm Aspiration (TESA) : ถ้าไม่มีอสุจิตรวจพบได้จากท่อพักน้ำเชื้อ อาจจะใช้เข็มแทงผ่านเข้าไปในลูกอัณฑะโดยตรง โดยจะได้ชิ้นเนื้อบางส่วนออกมาเพื่อนำไปตรวจหาอสุจิต่อไป

การผ่าตัดหาเชื้ออสุจิโดยวิธีเทเซ่ Testicular Sperm Extraction (TESE) : การผ่าตัดวิธีนี้จะมีแผลผ่าตัดเล็กๆที่ถุงอัณฑะและ ลูกอัณฑะ หรือเรียกว่าการตัดชิ้นเนื้อลูกอัณฑะ การผ่าตัดต้องการยาสลบเนื่องจากอาจมีอาการเจ็บปวด อย่างไรก็ตามอาการจะดีขึ้นภายใน 3 วันหลังการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดหาเชื้ออสุจิค่อนข้างไม่มีความเสี่ยง ความเสี่ยงที่อาจพบได้บ้างคือเลือดออกและติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัดแต่พบได้เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดมยาสลบ

ความสำเร็จจากการทำผ่าตัดหาเชื้ออสุจิ

ความสำเร็จขึ้นอยู่กับประเภทของการผ่าตัดหาเชื้ออสุจิและจำนวนเชื้อที่ฝ่ายชายมี เนื่องจากเชื้ออสุจิที่ได้มาอาจจะยังไม่ได้โตเต็มวัย และไม่สามารถทำการผสมกับไข่โดยวิธีเด็กหลอดแก้ว(IVF)ทั่วไป แต่จะต้องผสมโดยวิธีอิ๊กซี่

ขั้นตอนที่ 4 การปฏิสนธิโดยวิธี IVF/ICSI

การปฏิสนธินอกร่างกาย In Vitro Fertilization (IVF)

เชื้ออสุจิจะถูกวางไว้กับไข่ในตู้เลี้ยงตัวอ่อนที่มีภาวะแวดล้อมทีเหมาะสม ขั้นตอนนี้เรียกว่า การผสมเชื้อ (Insemination) ไข่จะถูกเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่มีอาหารที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการและเชื้ออสุจิจำนวน 50,000 ถึง 100,000 ตัวที่มีการเคลื่อนไหวที่ดี จะถูกวางไว้ในจานเลี้ยงตัวอ่อนเดียวกัน ซึ่งจานเลี้ยงตัวอ่อนจะถูกวางในตู้เลี้ยงตัวอ่อนเป็นเวลาหนึ่งคืน อัตราการปฏิสนธิในกรณีเชื้ออสุจิที่มีคุณภาพปกติคือ 70-90%

หลังจากนั้น 19-20 ชั่วโมงต่อมา นักวิทยาศาสตร์จะนำตัวอ่อนมาตรวจดูว่ามีภาวะที่เรียกว่าระยะ โปรนิวเคลียส (Pronucleus,PN) ตัวอ่อนที่ปกติจะมี 2 โปรนิวเคลียส ซึ่งเรียกว่าระยะ 2PN ตัวอ่อนที่ได้ระยะ 2PN จะถือว่ามีการปฏิสนธิที่สมบูรณ์ ซึ่งโปรนิวเคลียสทั้งสองก็คือโครโมโซมของไข่และเชื้ออสุจินั่นเอง

การปฏิสนธินอกร่างกายแบบอิ๊กซี่ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI)

การปฏิสนธินอกร่างกายแบบอิ๊กซี่ (ICSI) คือ เทคนิคที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้ปฏิสนธิสำหรับคู่สมรสที่มีภาวะที่มีบุตรยาก ที่เกิดจากฝ่ายชายหรือคู่สมรสที่ได้รับการรักษาโดยการปฏิสินธินอกร่างกายโดยวิธี IVF แล้วไม่สำเร็จมาก่อน วิธีการนี้จะแก้ปัญหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิสนธิซึ่งจะทำให้โอกาสในการสำเร็จจากการทำเด็กหลอดแก้วมากยิ่งขึ้น

อิ๊กซี่ (ICSI) ทำงานยังไง

เทคนิคการทำคือการหาเชื้ออสุจิที่มีชีวิตคุณภาพดีหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในเนื้อไข่ หลังการเก็บไข่และเลี้ยงในภาวะที่เหมาะสม ในห้องปฏิบัติการ จากนั้นจะเตรียมเชื้ออสุจิโดยการปั่น(centrifuging)ในน้ำยาเฉพาะ ซึ่งวิธีการนี้จะแยกเชื้ออสุจิที่ดีออกจากเศษเซลและเชื้ออสุจิที่ตายแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะดูดเชื้ออสุจิที่มีชีวิตที่คัดแล้วเข้าไปในเข็มอิ๊กซี่และฉีดเข้าไปในเนื้อของไข่

ข้อบ่งชี้ในการทำอิ๊กซี่ (ICSI)

อิ๋กซี่มีข้อบ่งชี้หลักในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิที่ผิดปกติ แต่ก็มีข้อบ่งชี้อื่น เช่น ประวัติการปฏิสนธิต่ำในรอบการปฏิสนธิโดยวิธีไอวีเอฟ(IVF) , ภาวะเชื้ออสุจิที่คุณภาพไม่แน่นอน และภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ  ดังนั้นคนไข้หลายคนเลือกที่จะทำวิธีอิ๋กซี่ (ICSI) แม้ว่าจะไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน  อัตราการปฏิสนธิของวิธีการนี้คือ 70-90% ของไข่ทั้งหมดที่ได้รับการปฏิสนธิโดยวิธีอิ๊กซี่ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับอัตราการปฏิสนธิที่ได้จากไอวีเอฟ (IVF)ที่มีเชื้ออสุจิที่มีคุณภาพดี

ขั้นตอนที่ 5 การเลี้ยงตัวอ่อน/การเลี้ยงตัวอ่อนระยะบลาสต์

เมื่อไข่ที่ถูกปฏิสนธิเริ่มมีการแบ่งตัวจะเรียกว่าตัวอ่อน ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในตู้เลี้ยงตัวอ่อนที่ถูกควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ นักวิทยาศาตร์ในห้องปฏิบัติการจะตรวจตัวอ่อนเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าตัวอ่อนมีการพัฒนาการที่ปกติ ในวันที่ 3-5 ตัวอ่อนที่ปกติจะมีหลายเซลที่กำลังแบ่งตัวอยู่ โดยทั่วไปมีระยะตัวอ่อนที่มักจะพูดถึง 2 ระยะ คือ ตัวอ่อนระยะวันที่ 3 (ตัวอ่อน 6-10 เซล) และตัวอ่อนระยะวันที่ 5-6 (ตัวอ่อนระยะบลาสต์)

การเลี้ยงตัวอ่อนระยะบลาสต์ได้เป็นที่นิยมของแพทย์และคู่สมรสที่มีบุตรยาก และการย้ายตัวอ่อนระยะบลาสต์ยังมีข้อดีมากกว่าการย้ายตัวอ่อนระยะวันที่ 3

ตัวอ่อนระยะบลาสต์หมายถึงตัวอ่อนที่พัฒนาไปถึงวันที่ 5-6 ซึ่งจะมีเซลข้างในตัวอ่อน 200-300 เซล แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนรอบนอกซึ่งต่อมาจะกลายเป็นรก และ ส่วนด้านใน (inner mass) ซึ่งจะกลายเป็นตัวทารกต่อไป ในการตังครรภ์โดยธรรมชาติ ตัวอ่อนจะพัฒนาไปเป็นระยะบลาสต์จะเดินทางออกจากท่อนำไข่ไปสู่โพรงมดลูก และตัวอ่อนที่พัฒนาถึงตัวอ่อนที่เรียกว่าบลาสต์เท่านั้นที่จะสามารถฝังตัวเข้าในเยื่อบุโพรงมดลูกได้

การย้ายตัวอ่อนระยะบลาสต์ถือว่าเลียนแบบธรรมชาติมากกว่าตัวอ่อนระยะวันที่3 เพราะว่าตัวอ่อนระยะบลาสต์ที่เราย้ายเข้าโพรงมดลูกเป็นตัวอ่อนที่พร้อมจะฝังตัวเช่นเดียวกับระยะตัวอ่อนในโพรงมดลูกที่เกิดจากการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ เปรียบเทียบกับตัวอ่อนวันที่ 3 ก็จะถูกย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกเช่นเดียวกันซึ่งปกติโดยธรรมชาติตัวอ่อนระยะนี้จะอยู่ในท่อนำไข่เท่านั้นยังไม่ได้เข้าสู่โพรงมดลูก การเลี้ยงตัวอ่อนไปถึงระยะบลาสต์จะสามารถทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเลือกตัวอ่อนที่ดีย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก ทำให้โอกาสการตั้งครรภ์มากขึ้น

ขั้นตอนที่ 6 การตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (PGT)

ขั้นตอนที่ 7 การแช่แข็งตัวอ่อน

เซลล์หนึ่งเซลจะประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ต้องระวังในตอนแช่แข็งเซลล์​คือการที่มีน้ำแข็งเกิดขึ้นในเซล เกล็ดของน้ำแข็งจะทำร้ายผนังเซลและอวัยวะต่างๆภายในเซลล์

ตัวอ่อนต้องได้รับการปกป้องจากการแช่แข็ง ซึ่งต้องใช้น้ำยาพิเศษที่เรียกว่า cryoprotective agents (CPAs)ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์

แพทย์จะใช้วิธีการแช่แข็ง 2 วิธี คือ แช่แข็งแบบช้า และ แช่แข็งแบบเร็ว

การแช่แข็งแบบช้า ตัวอ่อนจะถูกทำให้เย็นอย่างช้าๆตามระยะ น้ำยาปกป้องตัวอ่อน (CPAs) จะเข้าไปในตัวอ่อนโดยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆใช้เวลา 10-20 นาที หลังจากนั้นตัวอ่อนจะถูกทำให้เย็นอย่างช้าๆในระยะเวลา 2 ชั่วโมงในเครื่องแช่แข็งตัวอ่อนที่ลดอุณหภูมิเป็นนาทีต่อนาที จนในที่สุดตัวอ่อนจะถูกแช่แข็งในระดับ -321 องศาฟาเรนไฮท์ หรือ -196 องศาเซลเซียส

การแช่ตัวอ่อนแบบแก้ว (Vitrification) คือการแช่แข็งตัวอ่อนที่ลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วและใช้น้ำยาปกป้องตัวอ่อน (CPAs) ที่มีความเข้มข้นมากกว่า แพทย์จะเริ่มเติมน้ำยาปกป้องตัวอ่อน (CPAs) เข้าไปในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน โดยที่ CPAs จะเข้มข้นมากและอาจทำร้ายเซลได้ และเพื่อป้องกันภาวะนี้จึงต้องมีการวางตัวอ่อนที่ถูกเติม CPAs เข้าไปในไนโตรเจนเหลวอย่างรวดเร็ว ขั้นตอนนี้จะทำให้ตัวอ่อนเกิดเป็นของแข็งที่เหมือนแก้วและน้ำแข็งจะไม่สามารถเกิดขึ้นมาทำร้ายตัวอ่อนได้

เมื่อจะมีการละลายตัวอ่อนเพื่อนำมาใช้ ก็จะมีการละลายอย่างช้าๆ โดยใช้น้ำยาพิเศษเพื่อดึง CPAs ออกมา แล้วนำไปเลี้ยงตัวอ่อนในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนปกติต่อไป

ประมาณ 95% ของตัวอ่อนแช่แข็งจะมีชีวิตอยู่หลังผ่านกระบวนการแช่แข็งและละลาย

ขั้นตอนที่ 8 การย้ายตัวอ่อน

ในวันย้ายตัวอ่อน ตัวอ่อนจะถูกละลายออกมา หลังจากนั้นตัวอ่อนถูกย้ายเข้าไปในโพรงมดลูก ระยะของตัวอ่อนต้องมีความสัมพันธุ์กับวันของการเตรียมมดลูกที่ควบคุมโดยฮอร์โมนจากภายนอก ขั้นตอนทุกขั้นตอนจะทำในขณะที่ผู้ป่วยตื่นอยู่(ไม่ได้ดมยาสลบ) แพทย์จะสอดสายย้ายตัวอ่อนที่มีตัวอ่อนอยู่ เข้าไปในโพรงมดลูกผ่านทางช่องคลอดและปากมดลูก ถ้าตัวอ่อนฝังเข้าไปในเยื่อบุโพรงมดลูกก็จะตรวจพบการตั้งครรภ์ต่อไป

ปกติแพทย์จะทำการใส่ตัวอ่อน 1-2 ตัวอ่อน เข้าในมดลูกในเวลาเดียวกัน ซึ่งจำนวนตัวอ่อนที่ใส่ถือว่าเป็นประเด็นที่อาจจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะ อายุของฝ่ายหญิงที่ได้รับการใส่ตัวอ่อน

ก่อนย้ายตัวอ่อน ฝ่ายหญิงจะได้รับยาฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นเวลา 12-14 วันตั้งแต่วันที่ 3 ของประจำเดือน จากนั้นจะได้รับยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเป็นเวลา 3-5 วันก่อนย้าย ปกติยาโปรเจสเตอโรนมีทั้งรับประทานและสอดในช่องคลอด ในบางครั้งอาจจะมีรูปแบบของยาฉีดร่วมด้วย

ขั้นตอนที่ 9 ตรวจการตั้งครรภ์

ประมาณ 7-10 วันหลังจากย้ายตัวอ่อน แพทย์จะนัดตรวจการตั้งครรภ์โดยการเจาะเลือด โดยจะตรวจฮอร์โมนของการตั้งครรภ์และระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ถ้าตรวจพบว่าตั้งครรภ์แพทย์จะนัดตรวจการตั้งครรภ์ทุก 2-3 วันในระยะเริ่มแรก ซึ่งระดับฮอร์โมนของการตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าในทุก 2 วัน

ปกติแพทย์จะทำการใส่ตัวอ่อน 1-2 ตัวอ่อน เข้าในมดลูกในเวลาเดียวกัน ซึ่งจำนวนตัวอ่อนที่ใส่ถือว่าเป็นประเด็นที่อาจจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะ อายุของฝ่ายหญิงที่ได้รับการใส่ตัวอ่อน

ก่อนย้ายตัวอ่อน ฝ่ายหญิงจะได้รับยาฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นเวลา 12-14 วันตั้งแต่วันที่ 3 ของประจำเดือน จากนั้นจะได้รับยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเป็นเวลา 3-5 วันก่อนย้าย ปกติยาโปรเจสเตอโรนมีทั้งรับประทานและสอดในช่องคลอด ในบางครั้งอาจจะมีรูปแบบของยาฉีดร่วมด้วยคุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจติดตามระดับฮอร์โมนในเลือดและอัลตราซาวน์เป็นระยะ รวมทั้งเพื่อดูว่ามีภาวะแท้งหรือท้องนอดมดลูกร่วมด้วยหรือไม่

PGT-A

การตรวจโครโมโซมก่อนการฝังตัวอ่อน

PGT-M

การตรวจทางพันธุกรรมก่อนฝังตัวอ่อนสำหรับ ความผิดปกติของยีน

PGT-SR

การตรวจการสับเปลี่ยนตำแหน่ง
โครงสร้างโครโมโซม

การตรวจโครโมโซมก่อนการฝังตัวอ่อนโดย NGS
(Next Generation Sequencing)

การตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมก่อนการฝังตัวอ่อนเพื่อที่จะหาจำนวนของโครโมโซมที่ผิดปกติ การตรวจโดยเทคนิค NGS (Next Generation Sequencing)
เป็นเทคนิคที่ล้ำสมัยที่สุดในการตรวจตัดกรองทางพันธุกรรมก่อนการฝังตัวอ่อน

ข้อดีของการตรวจ NGS

  1. วิเคราะห์ผลได้ทั้ง 23 คู่โครโมโซม
  2. ความแม่นยำในการตรวจ NGS คือ 99%
  3. ความสามารถในการตรวจคามผิดปกติทางจำนวน
    ความผิดปกติแค่บางส่วนหรือความผิดปกติทั้งโครโมโซม
    สามารถตรวจได้โดยมีความไวและความจำเพาะสูง
  4. สามารถทำได้ในตัวอ่อนวันที่ 5 หรือ 6
  5. ตัวอ่อนสามารถย้ายได้หลังการแช่แข็ง

ข้อดีของการคัดกรองโครโมโซมโดยการใช้ NGS

  1. เพิ่มโอกาสการฝังตัวของตัวอ่อน
  2. ลดโอกาสการแท้ง
  3. เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  4. ลดจำนวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ประหยัดเวลาและเงิน)
  5. เพิ่มโอกาสที่จะได้ลูกที่สมบูรณ์แข็งแรง

ใครที่ควรจะใช้การคัดกรองโครโมโซมโดย NGS

  1. ผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป
  2. ผู้หญิงที่มีการแท้งมากกว่าหนึ่งครั้ง
  3. คู่สมรสที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการทำเด็กหลอดแก้วหลายครั้ง
  4. คู่สมรสที่มีปัญหาฝ่ายชาย ทั้งเรื่องคุณภาพและปริมาณของเชื้ออสุจิ
  5. ผู้หญิงที่เคยตั้งครรภ์ที่มีทารกผิดปกติ
  6. ความเป็นเพศชายหรือหญิงของทารกมีผลต่อความผิดปกติทางพันธุกรรม

ขั้นตอนการคัดกรองโดรโมโซมโดยใช้ NGS

หมายเหตุ

  • การตรวจคัดกรองโครโมโซม23คู่โดย NGSไม่สามารถตรวจโครโมโซมที่มีความผิดปกติในระดับต่ำ โครโมโซมที่เกิดการกลับด้าน(Inversion) หรือ
    สลับตำแหน่ง (translocation)

  • การคัดกรองโครโมโซมก่อนการย้ายตัวอ่อนมีข้อจำกัดทางเทคนิกและจำนวนเซลที่นำไปตรวจ ถ้าเซลตัวอ่อนที่ดึงมาเอาไปตรวจแล้วผลออกมาปกติ
    ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเซลของตัวอ่อนข้างในจะปกติ เซลของตัวอ่อนสามารถเป็นลักษณะที่เรียกว่า mosaic คือบางเซลปกติบางเซลผิดปกติ
    ซึ่งอาจจะมีการตั้งครรภ์ที่ทารกผิดปกติหลังการย้ายตัวอ่อน ดังนั้นหลังการตั้งครรภ์ยังต้องแนะนำให้ตรวจคัดกรองโครโมโซมหลังการตั้งครรภ์ด้วย

การตรวจโครโมโซมก่อนการฝังตัวอ่อนโดย FISH
(Fluorescent In Situ Hybridization)

การตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมก่อนฝังตัวอ่อนได้คัดกรองตัวอ่อนที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วในเรื่องจำนวนโครโมโซมที่ผิดปกติ
โครโมโซม ที่ผิดปกติคู่ที่ 13,18,21,X และY พบถึง 90-95%ของเด็กที่เกิดมาที่มีโครโมโซมผิดปกติ

ข้อดีของเทคนิค FISH

  1. วิเคราะห์โครโมโซมได้ 5 คู่ (13,18,21,X และ Y)
  2. ความแม่นยำของการตรวจประมาณ 95%
  3. สะดวกและรวดเร็ว
  4. สามารถทำในตัวอ่อนระยะวันที่ 3 , 5 หรือ 6
  5. ตัวอ่อนสามารถที่จะย้ายได้ทั้งในรอบกระตุ้นไข่หรือในรอบแช่แข็ง
  6. ตรวจความผิดปกติทางโครโมโซมได้ดังนี้
    risomy 21 (Down syndrome) 45, X (Turner Syndrome)
    Trisomy 18 (Edward syndrome) 47,XXY (Klinefelter Syndrome)
    Trisomy 13 (Patau syndrome) 47,XXX (Triple X syndrome)
    47,XYY (Jacob’s syndrome)

ประโยชน์ของการคัดกรองพันธุกรรมก่อนฝังตัวอ่อนโดยวิธี FISH

  1. ลดอัตราการแท้ง
  2. เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ต่อเนื่อง
  3. ลดจำนวนรอบในการต้องทำเด็กหลอดแก้ว(ลดระยะเวลาและเงิน)
  4. โอกาสในการได้รับตัวอ่อนที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

คนไข้ประเภทไหนควรจะทำการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมก่อนฝังตัวอ่อนโดยเทคนิค FISH

  1. ผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี
  2. ประวัติครอบครัวมีทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติคู่ที่ 21,18,13
  3. มีความกังวลที่จะตั้งครรภ์ที่มีโครโมโซมผิดปกติ
  4. ความเป็นเพศชายหรือหญิงของทารกมีผลต่อความผิดปกติทางพันธุกรรม
  5. ประวัติการแท้งบ่อย
  6. ประวัติการทำเด็กหลอดแก้วไม่สำเร็จหลายครั้ง

ขั้นตอนการคัดกรองโดรโมโซมโดยใช้ NGS

หมายเหตุ

  1. เทคนิค FISH ไม่สามารถตรวจโครโมโซมได้ทั้ง 23 คู่ แต่สามารถตรวจได้ 5 คู่คือ คู่ที่ 13,18,21,X และ Y ซี่งหมายความว่าตัวอ่อนที่ผิดปกติ
    ทางโครโมโซมหรือตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดีพอที่จะตั้งครรภ์ต่อไปได้ อาจถูกย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกได้
  2. การวิเคราะห์โดยเทคนิค FISH ไม่สามารถที่จะตรวจพบความผิดปกติดังต่อไปนี้ได้ chromosome mosaicism, chromosome structural abnormalities
    (translocation, inversion, duplication and deletion), uniparental disomy (UPD), single/ multigenic disorders และความผิดปกติอื่น
  3. การคัดกรองโครโมโซมก่อนการย้ายตัวอ่อนมีข้อจำกัดทางเทคนิกและจำนวนเซลที่นำไปตรวจ ถ้าเซลตัวอ่อนที่ดึงมาเอาไปตรวจแล้วผลออกมาปกติ
    ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเซลของตัวอ่อนข้างในจะปกติ เซลของตัวอ่อนสามารถเป็นลักษณะที่เรียกว่า mosaic คือบางเซลปกติบางเซลผิดปกติ
    ซึ่งอาจจะมีการตั้งครรภ์ที่ทารกผิดปกติหลังการย้ายตัวอ่อน ดังนั้นหลังการตั้งครรภ์ยังต้องแนะนำให้ตรวจคัดกรองโครโมโซมหลังการตั้งครรภ์ด้วย

การตรวจทางพันธุกรรมก่อนฝังตัวอ่อนสำหรับความผิดปกติของยีน
(Preimplantation Genetic Testing For Single Gene Disorders)

การตรวจทางพันธุกรรมก่อนฝังตัวอ่อนสำหรับความผิดปกติของยีนโดยการใช้ NGS (Next Generation Sequencing) ในคู่สามีภรรยาที่มีภาวะหรือความเสี่ยงของ การส่งต่อความผิดปกติของยีนให้กับลูก การตรวจจะคัดกรองตัวอ่อนที่ผิดปกติออกไปและนำเอาตัวอ่อนที่ปกติหรือไม่มีโรคทางยีนนั้นใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป

คนไข้ที่ควรจะได้รับการตรวจยีนของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว

  1. พ่อหรือแม่มียีนที่ผิดปกติ
  2. คู่สมรสที่เคยมีบุตรที่มียีนผิดปกติ
  3. คู่สมรสที่มีประวัติในครอบครัวเครือญาติที่มีผู้ที่ผิดปกติทางยีน

ตัวอย่างของความผิดปกติของยีนที่พบบ่อยในเอเชีย

ตัวอย่างของความผิดปกติของยีนที่พบได้น้อย

เรายังสามารถให้บริการยีนอื่นนอกเหนือจากนี้ซึ่งต้องได้รับพัฒนาชุดตรวจเฉพาะแต่ละบุคคล

5 ขั้นตอนในการทำตรวจยีนในตัวอ่อนก่อนฝังตัว

  1. Consultation การปรึกษาคู่สมรสให้ประวัติของครอบครัวและผลการตรวจยีน
  2. Pre-PGD ก่อนการคัดกรองยีน การตรวจยีนในภรรยา,สามี,และเครือญาติ(โดยเฉพาะเด็กที่มียีนผิดปกติที่เกิดจากคู่สมรสคู่นั้น) ที่สามารถหา
    ความผิดปกติของยีนในครอบครัว
  3. IVF and Embryo Biopsy ขบวนการเด็กหลอดแก้วและการดึงเซลของตัวอ่อน
  4. PGD การตรวจยีนในตัวอ่อน คู่สามีภรรยและญาติที่เกี่ยวข้องต้องได้รับการตรวจยีนจากเลือดร่วมด้วย ผลการตรวจยีนในตัวอ่อนจะได้รับภาย
    ใน 2-4 เดือน
  5. Normal Embryo Transfer ตัวอ่อนที่ปกติถูกย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

การตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัวเพื่อตรวจความผิดปกติ
ด้านการสับเปลี่ยนตำแหน่งโครงสร้างโครโมโซม (PGT-SR)

PGT-SR ย่อมาจาก Preimplantation genetic testing for structural rearrangements (เดิมใช้ PGS translocation) เป็นเทคโนโลยีการตรวจคัดเลือก พันธุกรรมตัวอ่อนก่อนที่จะใส่กลับเข้าโพรงมดลูก สำหรับคู่สมรสที่เป็นพาหะของการสับเปลี่ยนตำแหน่งโครงสร้างโครโมโซมแบบสมดุล (balanced rearrangement carrier) ได้แก่ การสับเปลี่ยนระหว่างโครโมโซมชนิดรีซิโปรคอลรีซิพรอคอล (reciprocal translocations)การสับเปลี่ยนระหว่างโครโมโซมชนิดโรเบิร์ตโซเนียน (Robertsonian translocations) และ การหมุนกลับทิศของโครโมโซม (Inversion) เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่ปราศจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งจะช่วยลดอัตราการแท้งและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ทารกที่แข็งแรงสมบูรณ์

1. การสับเปลี่ยนโครโมโซมชนิดรีซิโปรคอลรีซิพรอคอล (reciprocal translocations) เป็นการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนระหว่างสองโครโมโซม ผู้ที่มีความผิดปกติชนิดนี้มีชิ้นส่วนของโครโมโซมอยู่ครบ ไม่มีการเพิ่มหรือลดสารพันธุกรรม เรียกว่าเป็น balanced carrier (รูปที่ 1) ซึ่งจะพบเกิด ขึ้นได้โดยประมาณ 1 ใน 500 รายในประชากรทั่วไป และจะพบมากขึ้นในกลุ่มผู้มีบุตรยาก

รูปที่ 1 การสับเปลี่ยนโครโมโซมชนิดรีซิโปรคอลรีซิ
พรอคอล (reciprocal translocations)

หากผู้ที่เป็นพาหะสมรสกับผู้ที่มีโครโมโซมปกติจะมีโอกาสผลิตตัวอ่อนที่มีโครโมโซมได้ทั้ง (A) แบบปกติ (Normal) (B) แบบพาหะของ reciprocal translocations (balanced carrier) และ (C) แบบที่มีโครโมโซมขาดหรือเกินซึ่งความผิดปกติเกิดขึ้นได้ประมาณ 80% ของตัวอ่อนทั้งหมด (ดังในรูปที่ 2)

รูปที่ 2 โอกาสเกิดตัวอ่อนที่มีการจัดเรียงโครงสร้างโครโมโซมรูปแบบต่างๆ ในกรณีที่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นพาหะของการสับเปลี่ยน
โครโมโซมชนิดรีซิโปรคอลรีซิพรอคอล (reciprocal translocation carrier)

2. การสับเปลี่ยนโครโมโซมแบบโรเบิร์ตโซเนียน (Robertsonian translocations) ซึ่งเป็นการสับเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างโครโมโซมในกลุ่ม acrocentric (โครโมโซมที่มีแขนข้างสั้นเล็กมาก) ได้แก่ โครโมโซมคู่ที่ 13, 14, 15, 21, และ 22 โดยเกิดจากการขาดของแขนสั้นทั้งสองโครโมโซม และจากนั้นนำแขนยาวมาเชื่อมต่อกัน ดังนั้นจำนวนโครโมโซมจึงหายไป 1 แท่ง (เหลือโครโมโซมจำนวน 45 แท่ง แทนที่จะเป็น 46 แท่น) โดยที่ชิ้นส่วนสำคัญของโครโมโซมอยู่ครบ (รูปที่ 3) การสับเปลี่ยนของโครโมโซมแบบโรเบิร์ตโซเนียนจะเกิดขึ้นได้โดยประมาณ 1 ในทุกๆ 1,000 ราย

รูปที่ 3 การสับเปลี่ยนโครโมโซมแบบโรเบิร์ตโซเนียน (Robertsonian translocations)

ผู้ที่เป็นพาหะของการสับเปลี่ยนโครโมโซมชนิดโรเบิร์ตโซเนียนอาจจะส่งผลให้มีบุตรที่เป็นกลุ่มอาการดาวน์ที่เกิดจากความผิดปกติแบบTranslocation (Translocation Down syndrome) (รูปที่ 4) หรือ กลุ่มอาการพาทัว (Trisomy 13) หรือ Uniparental disomy (UPD) ที่เกิดจากการได้รับโครโมโซมคู่หนึ่งทั้งสองอัน หรือส่วนหนึ่งของโครโมโซมทั้งสองอัน จากบิดาหรือมารดาเท่านั้น เช่น กลุ่มอาการเพรเดอร์-วิลลี่/ แองเจิลแมน (Prader-Willi / Angelman) ทั้งนี้ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับโครโมโซมที่เกิดการสับเปลี่ยน

รูปที่ 4 โอกาสเกิดตัวอ่อนที่มีการจัดเรียงโครงสร้างโครโมโซมรูปแบบต่างๆ ในกรณีที่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นพาหะของการสับเปลี่ยน โครโมโซมแบบโรเบิร์ตโซเนียน (Robertsonian translocations) โดยผู้ที่เป็นพาหะของการสับเปลี่ยนโครโมโซมชนิดโรเบิร์ตโซเนียน ที่ส่วนใหญ่เกิดระหว่างโครโมโซมที่ 14 และ 21 จะมีบุตรที่เป็นกลุ่ อาการดาวน์ที่เกิดจากความผิดปกติ แบบ Translocation (Translocation Down syndrome) ได้

3. การหมุนกลับทิศของโครโมโซม (Inversion) เกิดจากการแตกหักของโครโมโซมสองที่ แล้วมีการกลับทิศของโครโมโซมก่อนที่จะเข้ามาต่อ
กันใหม่ หากพ่อหรือแม่ที่เป็นพาหะของ Inversion จะมีโอกาสผลิตตัวอ่อนที่โครโมโซมบางส่วนขาดหายไป (deletion) หรือ มีโครโมโซมบางส่วนเพิ่มขึ้นมา (duplication) ซึ่งเป็นตัวอ่อนที่มีโครโมโซมไม่สมดุล

การกลับทิศของโครโมโซมถ้าส่วนกลับทิศรวมเซนโทรเมียร์ไว้ด้วย เรียกว่า pericentric inversion ซึ่งอาจทำให้รูปร่างของโครโมโซมเปลี่ยนแปลงไปจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน การกลับทิศแบบที่ไม่รวมเซนโทรเมียร์เรียกว่า paracentric inversion (รูปที่ 5)

รูปที่ 5 การหมุนกลับทิศของโครโมโซม (Inversion) แบบ pericentric inversion และแบบ paracentric inversion

ประโยชน์ของการตรวจ PGT-SR ด้วยเทคโนโลยี NGS

การตรวจ PGT-SR จะตรวจควบคู่กับการตรวจการ Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy (PGT-A) ซึ่งเป็นตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัวเพื่อหาความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมของตัวอ่อน ทำให้สามารถคัดเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดมีความปกติทั้งในระดับจำนวน และโครงสร้างโครโมโซมสำหรับการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งจะช่วยให้

  • ลดโอกาสที่จะมีบุตรที่มีความผิดปกติด้านจำนวนและโครงสร้างของโครโมโซม
  • ลดโอกาสที่จะมีบุตรที่เป็นพาหะของการสับเปลี่ยนตำแหน่งโครงสร้างโครโมโซมแบบสมดุล ซึ่งจะช่วยลดการส่งผ่านความผิดปกตินี้ไปยังลูกหลาน
    รุ่นต่อไป
  • ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ และมีบุตรที่แข็งแรงสมบูรณ์
  • ลดความเสี่ยงจากการแท้งบุตร
  • ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาของการทำ IVF โดยลดจำนวนรอบการรักษาจนการตั้งครรภ์ประสบ
    ความสำเร็จได้

ใครบ้างที่ควรตรวจ PGT-SR

  • คุณหรือคู่สมรสเป็นพาหะของความผิดปกติทางโครงสร้างโครโมโซม แบบต่อไปนี้
    • Reciprocal translocation
    • Robertsonian translocation
    • Inversion
  • คู่สมรสที่มีบุตรหรือประวัติการตั้งครรภ์บุตรที่มีความผิดปกติการจัดเรียงโครงสร้างโครโมโซม (translocation และ inversion)
  • คู่สมรสที่มีประวัติมีบุตรลักษณะผิดปกติ หรือมีประวัติทารกเสียชีวิตในครรภ์ ทารกคลอดออกมาแล้วเสียชีวิต หรือแท้งบุตรในไตรมาสแรกมากกว่า
    1 ครั้ง โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คู่สมรสที่เคยทำ IVF หลายรอบ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

ข้อจำกัดการทดสอบ

การย้ายตัวอ่อนที่ผลการตรวจคัดเลือกพันธุกรรมก่อนการฝังตัว (PGT) เป็น “ปกติ” นั้น ถึงแม้ว่าจะช่วยลดโอกาสที่ทารก / เด็กในอนาคต จะมีความผิดปกติ ของโครโมโซมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามมันไม่ได้กำจัดความเสี่ยงทั้งหมด จึงแนะนำให้ผู้ที่ตั้งครรภ์หลังจากย้ายตัวอ่อนไปตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด เช่น การตรวจชิ้นเนื้อรก (Chorionic villus sampling; CVS) หรือการเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำสูงกว่าการตรวจ PGT เพื่อเป็นการยืนยันผล

การแช่แข็งไข่

การแช่แข็งตัวอ่อนและเชื้ออสุจิได้รับการยอมรับในการรักษาเรื่องการมีบุตรมานานแล้ว
ตอนนี้การแช่แข็งไข่ก็ได้มีการยอมรับและได้ผลที่ดี การตั้งครรภ์และคลอดบุตรจากการแช่แข็งไข่ได้มีรายงานมากมายแล้ว

ผู้ที่ควรได้รับการแช่แข็งไข่

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าโอกาสการมีบุตรจะลดลงตามอายุของผู้หญิงที่มากขึ้น ซึ่งก็เกิดจากสัดส่วนของตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติที่มากขึ้น
ตามอายุของฝ่ายหญิง การแช่แข็งไข่เหมาะสำหรับคนไข้ที่เป็นมะเร็งซึ่งได้รับเคมีบำบัดหรือการฉายแสงซึ่งอาจจะทำร้ายไข่ที่อยู่ในรังไข่ได้ถ้าผู้หญิง
ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแต่มีสามีแล้วและต้องการมีบุตรอยู่แล้วก็จะแนะนำให้แช่แข็งเป็นตัวอ่อนคือไข่กับอสุจิปฏิสนธิกันแล้วก่อนแช่แข็ง
ตัวอ่อนแช่แข็งถือว่าเป็นวิธีการหลักในการรักษาการเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตามผู้หญิงบางคนอาจจะไม่มีคู่สมรสก็ถือว่ามีความเหมาะสมที่จะแช่แข็งไข่

วิธีการแช่แข็งไข่

ไข่ที่เก็บออกมาสำหรับการแช่แข็งมีขั้นตอนเช่นเดียวกับการทำเด็กหลอดแก้ว โดยจะได้รับการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไข่หลายวันเพื่อให้ได้ไข่หลายใบ เมื่อไข่สุกมากพอก็จะฉีดยาให้ไข่ตกเพื่อทำการเก็บไข่ต่อไป ขั้นตอนการเก็บไข่จะเก็บผ่านช่องคลอดโดยใช้อัลตราซาวน์ภายใต้ยานอนหลับหรือยาสลบ หลังจากได้ไข่แล้วไข่จะถูกแช่แข็งในทันที

การแช่แข็งไข่จะใช้วิธีแช่แข็งแบบช้า(slow cooling) หรือแช่แข็งแบบแก้ว(vitrification) เมื่อไข่ถูกแช่แข็งเปลือกของไข่ (zona pellucida) จะแข็งตัว ดังนั้นเมื่อไข่ที่จะละลายจะต้องใช้วิธีการปฏิสนธิโดยวิธีอิ๊กซี่มากกว่าวิธีการทำไอวีเอฟปกติ

Sperm DNA Fragmentation (SDF) เป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่สำคัญเกี่ยวกับคุณภาพน้ำเชื้อ ค่า SDF ที่สูงกว่าค่าเกณฑ์ 30% แสดงถึงคุณภาพที่ไม่ดีของสเปิร์ม ค่า SDF ช่วยให้แพทย์นำมาผลลัพธ์ที่ได้มาประกอบกับข้อมูลเชิงปริมาณของน้ำเชื้อเพื่อประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วย

SDF คือการประเมินอะไร?

  1. เพื่อแยกแยะว่าผู้ป่วยรายใดที่เหมาะสมสำหรับการรักษาโดย IUI
  2. ประเมินคุณภาพของตัวอย่างน้ำอสุจิหรือผู้บริจาคเพื่อความเหมาะสม
  3. เพื่อประเมินประสิทธิภาพของหัตถการรักษาหรือการรักษาโรคติดเชื้อ
  4. เพื่อหาคำตอบสำหรับกรณีของภาวะมีบุตรยากที่ไม่สามารถอธิบายได้ การรักษาผู้มีบุตรยากที่ล้มเหลวหรือภาวะแท้งซ้ำ

คนไข้ที่มีสภาวะต่อไปนี้ ควรได้รับการตรวจ SDF

  • คู่สมรสที่มีประวัติของการแท้งบุตรที่เกิดขึ้นเอง
  • คู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่สามารถหาสาเหตุได้มานานกว่า 6 เดือนถึง 1 ปี
  • การคัดเลือกผู้บริจาค
  • การเลือกตัวอย่างน้ำเชื้อที่ดีที่สุดก่อนการทำหมันหรือการรักษามะเร็ง
  • ฝ่ายชายอายุมากกว่า 40 ปีที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือผู้ที่สัมผัสกับสารพิษและมลพิษ
  • ฝ่ายชายที่กำลังรักษาโรคมะเร็งหรือใช้ยาตามใบสั่งแพทย์บางอย่างที่มีผลกับน้ำเชื้อ
  • ฝ่ายชายที่กำลังมีโรคติดเชื้อหรือมีไข้และการประเมินภาวะหลอดเลือดดำอัณฑะขอด
  • ได้ตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดีแม้ในรอบการบริจาคไข่ครั้งที่สอง
  • ปัจจัยจากฝ่ายชายที่ไม่ทราบสาเหตุ

การทำ MACS สำหรับน้ำเชื้อคืออะไร

เป็นวิธีพิเศษในการเลือกอสุจิที่ไม่ตาย หรือมีความเสียหายของสารพันธุกรรม

ความเสียหายของสารพันธุกรรมจะนำไปสู่สเปิร์มที่มีโปรแกรมเซลล์ตาย ซึ่งมีหลายปัจจัยที่มีผล เช่น ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต โรคหรือปัจจัยที่มีผลกระทบหลักของระบบสืบพันธุ์เพศชาย

ใครบ้างที่ควรใช้วิธี MACS sperm

  1. ผู้ป่วยที่มีค่า SDF สูง โดยเฉพาะเกิน 30%
  2. มีประวัติความล้มเหลวซ้ำซากของการรักษาด้วยวิธี IVF / ICSI
  3. มีผลตรวจสเปิร์มทางกายภาพที่ผิดปกติหรือภาวะหลอดเลือดดำที่อัณฑะขอด

การประเมินผลทางคลินิก

จากผลการรักษาผู้ป่วยภาวะมีบุตรยาก พบว่า การเตรียมน้ำเชื้อโดยใช้วิธี MACS เสริมมีข้อได้เปรียบเหนือการเตรียมอสุจิแบบดั้งเดิมในแง่ของ การลดลงของความเสียหายของสารพันธุกรรมหรือการตายของสเปิร์ม อีกทั้งยังมีผลต่อการเจาะเข้าไปผสมกับไข่อีกด้วย และทำให้อัตราการตั้งครรภ์ เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับการเตรียมสเปิร์มโดยวิธีแบบเก่า

ภาพแสดงความแตกต่างของอสุจิที่มีชีวิตและอสุจิที่มีการตาย

การนวดเพื่อการมีบุตร

การนวดเพื่อการมีบุตร เป็นวิธีการนวดเพื่อช่วยทางด้านสุขภาพทางด้านการเจริญพันธุ์รอบของประจำเดือน และ เพิ่มโอกาสการมีบุตร การนวดเพื่อการมีบุตรนี้มีประสิทธิภาพมากและยังมีค่าใช้จ่ายน้อยเพื่อเพิ่มโอกาสการมีบุตรตามธรรมชาติหรือระหว่างการรักษาและยังลดภาวะบางอย่างที่มีผลต่อการมีบุตรยากด้วย

วิธีการของการนวดเพื่อการมีบุตรช่วยให้มีความสมดุล ของร่างกาย มีการไหลเวียนของเลือดที่ดี ปรับระบบภูมิคุ้มกัน ลดภาวะเครียด และอื่นๆ

ข้อดีของการนวดเพื่อการมีบุตร​

  • ช่วยให้ตำแหน่งของมดลูกดีขึ้น
  • ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน
  • ช่วยปรับแผลเป็นที่มดลูก
  • ช่วยนำเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวที่ดีเข้าสู่มดลูกและรังไข่
  • ช่วยลดความเครียดและฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด
  • เพิ่มการไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูก,ปากมดลูก และรังไข่
  • ปรับสมดุลระบบต่อมไร้ท่อ
  • ให้ตับกำจัดฮอร์โมนส่วนเกิน
  • ช่วยขับเลือดและเนื้อเยื่อเสียออกจากร่างกาย